แนะสร้างวัฒนธรรมใหม่ แก้ปัญหาล่วงละเมิดเพศ

จุฬาฯจัดเสวนา “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียนไทย” “นักวิชาการเผย 5 ปี ไทยมีข่าวการฟ้องร้องการล่วงละเมิดทางเพศเพียง 53 ราย แนะไม่ใช้กม.แก้ปัญหาอย่างเดียวต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่ โรงเรียนไม่ควรละเลยจัดพื้นที่สร้างความเข้าใจในเรื่องเพศ ปกป้องเด็ก การจัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 10 เรื่อง “ปัญหาหรือตัณหา : ธรรมาภิบาลกับเรื่องเพศในโรงเรียนไทย”

โดยนายอรรถพล อนันตวรสกุล นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า จากการติดตาม สถิติการฟ้องร้องการล่วงละเมิดทางเพศของประเทศไทย ตลอด 5 ปี พบว่า มีปรากฎตามข่าว 53 ราย ทั้งที่ตัวเลขความเป็นจริงมีมากกว่านี้ และจากสถิติการฟ้องร้องการล่วงละเมิดทางเพศระดับนานาชาติ พบว่า เด็กผู้ชาย 1 ใน 6 เคยถูกล่วงละเมิดเพศ และเด็กผู้หญิง1 ใน 4 เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเด็กที่เจอสถานการณ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถหันไปพึ่งพาใครได้ ไม่ว่าจะเป็น ครู หรือภาครัฐเอง ทำให้มียอดผู้เสียหาย หรือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งมาตรการสังคมอย่างการซุบซิบนินทา ยังซ้ำเติมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ส่งผลให้เมื่อเกิดเหตุเหยื่อมักจะเงียบขณะเดียวกัน “เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายแต่ต้องสร้างค่านิยม วัฒนธรรมในโรงเรียนใหม่ ซึ่งถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับ เป็นปัญหาที่ซุกใต้พรม ความสัมพันธ์ชายหญิง เรื่องเพศในโรงเรียน เพียงแค่การหยอกล้อ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันได้ กระทั่งการถูกเนื้อต้องตัว นัดพบระหว่างครูกับเด็ก เด็กกับเด็ก จนถึงการมีพื้นที่ออนไลน์ หรือพื้นที่ส่วนตัว เป็นโจทย์ท้าทายที่ยังค้นหาคำตอบซึ่งกระแสเหล่านี้ยังอยู่ในโรงเรียน เด็กพบสถานการณ์เหล่านี้จะหันไปพึ่งใคร โรงเรียนจะมีการเทคแอคชั่นได้แค่ไหน และตอนนี้ ไม่ใช่เด็กผู้หญิงที่ถูกกระทำ แต่ผู้ชายถูกกระทำก็มีไม่น้อย เพียงแต่อาจจะยังส่งเสียงออกมาได้น้อยเนื่องจากผู้ชายถูกสอนให้ต้องเข้มแข็ง รวมถึงเด็กกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่น่าห่วงเมื่อเด็กเหล่านี้ถูกกระทำจะกลายเป็นลูกโซ่ที่จะส่งต่อการถูกกระทำเหล่านั้นไปทำกับบุคคลอื่นหรือคนใกล้ตัว”นายอรรถพล กล่าว และว่าดังนั้น จะต้องมีกระบวนการจัดการแก้ปัญหาในเรื่องนี้โรงเรียนอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการดำเนินตามกฎกติกาตามกฎหมา ให้ความเป็นธรรมและปกป้องผู้ถูกกระทำครูแนะแนวหรือมีคนที่เข้ามาช่วยครูให้ความรู้ด้านนี้ ครูต้องเป็นผู้สร้างวัฒนธรรมใหม่ในโรงเรียน และต้องมีพ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth